
พิธียกเสามังกร ดร.อรรชกา
“ความเป็นจีนและไทย ที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้ในครอบครัว ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่งดงามที่สุด”…เจ้าบ้านชาวจีนหนานจิ้ง กล่าวต้อนรับคณะสมาคมนักธุรกิจหนานจิ้งประเทศไทย และสมาพันธ์ชาวหนานจิ้งประเทศไทย ภายใต้การนำของ ฉฏา สีบุญเรือง และ ดร.อรรชกา สีบุญเรือง ที่พาลูกหลานตระกูลสีบุญเรือง 58 ชีวิต กลับไปเยือนถิ่นบ้านเกิดของบรรพบุรุษ “ตระกูลเซียว” ถึงดินแดนต้นกำเนิดในเมืองหนานจิ้ง มณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 13-17 มีนาคม 2561 เพื่อย้อนรำลึกถึงจุดเริ่มต้นของการสร้างรากฐานอันเป็นปึก แผ่นของตระกูลมังกรในแดนสยามเมืองยิ้ม

เป้าหมายของการเดินทางครั้งนี้ นอกจากจะมุ่งกระชับความสัมพันธ์ระหว่างชาวไทยและจีนให้แนบแน่นยิ่งขึ้น ยังมีการพัฒนาเส้นทางการค้าการลงทุนในมิติใหม่ๆ ระหว่างกัน โดยจะมีการลงทุนเปิดฟาร์มจระเข้ ที่เมืองหนานจิ้ง และส่งผลไม้ไทยจากจันทบุรีไปจำหน่าย รวมทั้งเปิดเส้นทางการท่องเที่ยวแบบวัฒนธรรมที่ “ถู่โหลวหนานจิ้ง” หรือ “บ้านดินหนานจิ้ง” บ้านที่สร้างจากดินอายุมากกว่า 700 ปี ของชาวจีนฮะก้า หรือฮกเกี้ยน ซึ่งกลายเป็นมรดกโลกสำคัญอันเลื่องลือ

ผู้บริหารเมืองหนานจิ้งให้การต้อนรับ ดร.อรรชกา สีบุญเรือง อย่างอบอุ่น.
ชาวจีนในตระกูล “เซียว” ยังถือโอกาสจัดพิธีไหว้บรรพบุรุษแบบโบราณ และทำพิธียกเสามังกรศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเชิดชูเกียรติ “ดร.อรรชกา” ในฐานะลูกหลานที่ประสบความสำเร็จในโพ้นทะเล โดยเสามังกรนี้ตั้งตระหง่านอยู่หน้าศาลเจ้าประจำตระกูล เคียงคู่กับเสามังกรของเหล่าบรรพบุรุษตระกูลเซียว ที่มีอายุกว่า 100 ปี นับเป็นภาพประทับใจยิ่งนักเมื่อลูกหลานชาวไทยเชื้อสายจีนของตระกูลสีบุญเรือง ได้ร่วมกันไหว้บรรพบุรุษอย่างอบอุ่นพร้อมหน้า เพื่อแสดงความกตัญญูรู้คุณต่อต้น ตระกูลเซียว


ตุนท์ มหาดำรงค์กุล ยืนคู่ เสามังกรของทวด
งานนี้ “ตุนท์ มหาดำรงค์กุล” ลูกชายคนโตของ “ดารารัตน์ มหาดำรงค์กุล” แห่งค่ายโทรคาเดโร กรุ๊ป ที่มาแทนคนตระกูลเซียวรุ่นใหม่ บอกเล่าถึงรากเหง้าว่า นามสกุลเดิมคุณแม่คือ “สีบุญเรือง” มีบรรพบุรุษชื่อว่า “เซียว ฮุดเส็ง สีบุญเรือง” ต้น ตระกูลของเราเป็นเจ้าของบรรณาธิการโรงพิมพ์หนังสือพิมพ์ภาษาไทย-จีนยุคแรก เมื่อปี 2450 ตรงกับปลายรัชกาลที่ 5 การได้เดินทางมากราบไหว้บรรพบุรุษในครั้งนี้ถือเป็นมงคลอย่างมากของชีวิต

เสามังกรสลักชื่อของ ดร.อรรชกา
ด้าน “ดร.อรรชกา” ผู้นำคณะ เผยความรู้สึกว่า ทวดของตนคือ “เซียว ฮุดติ้ง” เป็นคนตระกูลเซียว สายสีบุญเรือง ก่อนหน้านี้ได้พยายามค้นหาว่าต้นตระกูลมาจากที่ไหน จนพบว่าอยู่ที่ “หนานจิ้ง” พวกเราจึงรวมตัวญาติพี่น้องเดินทางมาที่นี่ เพื่อรำลึกถึงบุญคุณของบรรพบุรุษ ถ้าไม่มีพวกเขาก็คงไม่มีเราในวันนี้.
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/1276994?gallery_id=6
%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%
เสามังกร: ความภาคภูมิแห่ง ลูกหลานชาวจีน โพ้นทะเล
เมื่อมองเผินๆ จากสายตาคนนอก และแม้แต่ ลูกหลานชาวจีน เองอย่างผม เสาหินสี่ต้นนั้นดูเหมือนของประดับตกแต่งสถาปัตยกรรมจีนที่เรามักพบเห็นตามศาลเจ้าทั่วไปในประเทศไทย แต่ตอนนี้ เราอยู่ที่ไหนสักแห่งในอำเภอหนานจิ้ง มณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน เบื้องหน้าเราคือกลุ่มศาลเจ้าที่เราได้รับการบอกกล่าวว่า เป็นศาลเจ้าประจำตระกูลเซียว แม้จะไม่ใช่คนที่รู้เรื่องหลักฮวงจุ้ยอะไร แต่ภาพกลุ่มศาลเก่าแก่ตามแบบสถาปัตยกรรมจีน ตั้งเด่นอยู่กลางท้องทุ่ง แวดล้อมไปด้วยบ้านเรือนและร้านค้า ด้านหลังคือทิวเขาเตี้ยๆ ด้านหน้าคือสระน้ำ ผมนึกถึงคำบอกเล่าที่มักได้ยินจากพ่อแม่เวลาครอบครัวเราไปไหว้บรรพบุรุษในเทศกาลเช็งเม้ง สุสานหลายแห่งต่างมองหาทำเลที่ตั้ง “หน้าน้ำหลังภูเขา” เช่นนี้

ถ้าเป็นวันอื่นทั่วไป กลุ่มศาลเจ้าหรือศาลบรรพชนตระกูลเซียวแห่งนี้คงมีบรรยากาศเงียบสงบ แต่วันนี้เป็นวันสำคัญ พวกเราได้รับการต้อนรับตั้งแต่ลงจากรถด้านหน้าศาลาว่าการเมืองหรือ town hall ด้วยขบวนสิงโต มังกร กลองหลายขนาด คนตีกลองมีทั้งที่แต่งตัวด้วยสีแดงสดใสเหมือนพนักงานต้อนรับในโรงแรม และกลุ่มนักดนตรีพื้นเมืองในชุดสีเทาคุ้นตาแบบที่เรามักเห็นในภาพยนต์จีนรุ่นเก่าๆ ผู้เฒ่าผู้แก่ทยอยเดินมาสมทบ บ้างออกมาจากบ้านเรือนที่อยู่รอบๆ จับจองที่นั่งบนเก้าอี้พลาสติกที่ทางเจ้าภาพจัดเตรียมไว้รองรับ


พวกเราเกือบร้อยชีวิต กว่าครึ่งเป็นสมาชิกตระกูลเซียวที่มากันหลายรุ่น ตั้งแต่สมาชิกตัวน้อยไปจนถึงวัยรุ่น คนหนุ่มสาว และรุ่นพ่อแม่ ในเมืองไทย เรารู้จักพวกเขาในนามสกุล “สีบุญเรือง” นำคณะโดย ดร.อรรชกา สีบุญเรือง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
“ย้อนหลังไปเมื่อสองปีก่อนคือเมื่อปี 2559 พวกเราตระกูลสีบุญเรืองในเมืองไทยสืบเสาะจนพบว่า บ้านบรรพบุรุษของเราอยู่ที่ตำบลซูหยาง อำเภอหนานจิ้ง โดยมีเบาะแสสำคัญคือ เสามังกรที่สลักชื่อของ เซียวฮุดเส็ง ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับคุณทวดชื่อ เซียวฮุดติ้น เราก็เลยมาสำรวจกันก่อนเป็นคณะเล็กๆ ประมาณสิบคน พอมาดูจึงแน่ใจว่าใช่ ตั้งใจว่ากลับเมืองไทยแล้ว คงจะหาโอกาสพาญาติตระกูลสีบุญเรืองมาไหว้บรรพบุรุษให้เป็นเรื่องเป็นราวอีกสักครั้งหนึ่ง” ดร.อรรชกา เล่าความเป็นมา

“เสามังกร” ที่ดร.อรรชกากล่าวถึงก็คือเสาสี่ต้นที่เราเห็นรอบศาลเจ้าตระกูลเซียวนั่นเอง เสาหินแกรนิตที่คะเนด้วยสายตาน่าจะสูงเกือบสิบเมตร ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม บริเวณท่อนสุดท้ายก่อนถึงยอดเสาสลักเสลาลวดลายมังกรดั้นเมฆตามคติจีน ผมทราบจากมัคคุเทศก์ของเราว่า ยอดหรือหัวเสามังกรมักสลักเป็นรูปพู่กันหรือไม่ก็สิงโต พู่กันคือสัญลักษณ์แทนข้าราชการฝ่ายบุ๋นหรือจอหงวนที่เราคนไทยคุ้นเคยจากภาพยนตร์จีน หากหัวเสาสลักเป็นรูปสิงโตจะหมายถึงข้าราชการฝ่ายบู๊ เช่น แม่ทัพในอดีต และนายพลในยุคหลัง ประเพณีการยกเสามังกรจึงเป็นการยกย่องลูกหลานที่สร้างคุณงามความดีและชื่อเสียงให้แก่วงศ์ตระกูล เป็นคตินิยมที่ทำกันในหมู่ชาวจีนฮั่นโดยเฉพาะในภูมิภาคแถบนี้ (ตะวันออกเฉียงใต้) ของจีน

“ประจวบกับเมื่อเดือนกรกฎาคมปีก่อน มร.หวาง จิ้น อู่ เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เขตหนานจิ้ง ฝูเจี้ยน ได้มาเยือนเมืองไทยเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างเมืองไทยกับหนานจิ้ง และต่อมาเราก็ได้ทราบว่า ทางตระกูลเซียวที่ตำบลซูหยางดำริจะสร้างเสามังกรโดยสลักชื่อดิฉันซึ่งเป็นลูกหลานตระกูลเซียวรุ่นที่ 19 และกำหนดทำพิธียกเสามังกรในวันที่ 16 มีนาคม จึงเป็นที่มาของการนำมาคณะมาที่นี่ในวันนี้” ดร.อรรชกาอธิบายและเสริมว่า “แต่เพื่อให้การมาเยือนครั้งนี้มีประโยชน์ต่อบ้านเกิดเมืองนอนของบรรพบุรุษ มากกว่าการมาประกอบพิธียกเสามังกรและเซ่นไหว้บรรพชนของพวกเรา คณะจึงดำริว่าควรสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวและโอกาสทางการค้าและการลงทุนตั้งแต่เมืองเซียะเหมิน-จางโจว-หนานจิ้ง และนำคณะสื่อมวลชนติดตามมาด้วย”
ที่ศาลบรรพชนตระกูลเซียว พิธีการต่างๆ จัดเตรียมไว้พร้อมสรรพ นอกเหนือจากขบวนสิงโต มังกร และกลอง เราเห็นปะรำพิธียกพื้นเหนือสระน้ำ บนโต๊ะเซ่นสังเวยมีทั้งหมูและแพะทั้งตัวที่ถูกชำแหละจัดวางไว้ ผลหมากรากไม้ และกระดาษเงินกระดาษทอง ไม่ต่างจากที่เราเห็นเวลาชาวจีนประกอบพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ข้างๆ นั้นคือเสามังกรต้นใหม่ที่จะทำพิธีในวันนี้


หัวเสามังกรมักสลักเป็นรูปพู่กันหรือไม่ก็สิงโต พู่กันคือสัญลักษณ์แทนข้าราชการฝ่ายบุ๋นหรือจอหงวน หากสลักเป็นรูปสิงโตจะหมายถึงข้าราชการฝ่ายบู๊ เช่น แม่ทัพและนายพล ประเพณีการยกเสามังกรเป็นการยกย่องลูกหลานที่สร้างคุณงามความดีและชื่อเสียงให้แก่วงศ์ตระกูล
ที่ศาลบรรพชนตระกูลเซียว พิธีการต่างๆ จัดเตรียมไว้พร้อมสรรพ นอกเหนือจากขบวนสิงโต มังกร และกลอง เราเห็นปะรำพิธียกพื้นเหนือสระน้ำ บนโต๊ะเซ่นสังเวยมีทั้งหมูและแพะทั้งตัวที่ถูกชำแหละจัดวางไว้ ผลหมากรากไม้ และกระดาษเงินกระดาษทอง ไม่ต่างจากที่เราเห็นเวลาชาวจีนประกอบพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ข้างๆ นั้นคือเสามังกรต้นใหม่ที่จะทำพิธีในวันนี้
หลังมาถึงศาลเจ้าบรรพชนได้ไม่นาน สมาชิกตระกูลสีบุญเรืองก็ได้รับการเปลี่ยนเครื่องแต่งกายสำหรับประกอบพิธีไหว้บรรพชนและยกเสามังกร เป็นเสื้อผ้าแพรจีนสีน้ำเงินสดใส คาดสายสะพายเขียนตัวหนังสือสีทอง และหมวกสักหลาดสีดำ เป็นชุดแปลกตาน่าสนใจที่ผมไม่เคยพบเห็นที่ใดมาก่อน
พิธีการหลังจากนั้นเกิดขึ้นทั้งบริเวณปะรำพิธีภายนอกศาลบรรพชน เป็นการยากที่จะเข้าใจความละเอียดซับซ้อนของพิธีการเหล่านั้นเนื่องจากภาษาที่ใช้คือภาษาจีนกลาง แต่เราพอจะสันนิษฐานได้ เป็นต้นว่าน่าจะมีการบวงสรวงฟ้าดิน อัญเชิญเทพยดาต่างๆ ให้เสด็จลงมาเป็นสักขีพยาน นานๆครั้งเราจะได้ยินเสียงประโคมกลอง สลับกับเสียงปะทัดดังกึกก้องราวกับจะเป็นป่าวประกาศให้สวรรค์เบื้องบนรับรู้

เมื่อลูกหลานตระกูลสีบุญเรืองเดินเข้าสู่ศาลบรรพชนเพื่อประกอบพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ แสงแดดยามสายสาดส่องลงมาช่วยขับเน้นบรรยากาศให้ดูขรึมขลัง ตลอดระยะเวลาร่วมชั่วโมงของการประกอบพิธี ดร.อรรชกาเป็นตัวแทนลูกหลานในการถวายของไหว้ สลับกับการแจกจ่ายธูปให้ลูกหลานทุกคนได้กราบไหว้บรรพบุรุษ ในช่วงท้ายของพิธี เราได้ยินเสียงประกาศขานชื่อ แม้จะฟังยากอยู่สักหน่อยเพราะน่าจะเป็นการถอดเสียงชื่อจากภาษาไทยเป็นภาษาจีน แต่ก็พอคาดเดาได้ว่าเป็นการประกาศชื่อลูกหลานในแต่ละสาย
หลังเสร็จสิ้นพิธีเซ่นไหว้ภายในศาลบรรพชน ไฮไลต์สำคัญของพิธีในวันนี้คือการยกเสามังกรซึ่งเป็นเสาต้นที่สี่ของตระกูลเซียว บนเสาที่ตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของสระน้ำเขียนข้อความด้วยตัวหนังสือสีทอง ใจความสำคัญเป็นการบันทึกเกียรติประวัติของบุคคลที่เสามังกรต้นนั้นอุทิศให้ ในกรณีนี้คือ ดร.อรรชกา สีบุญเรือง


“เราเป็นลูกหลานตระกูลเซียวที่เกิดและเติบโตในเมืองไทย เราทำงานรับราชการมาตลอดชีวิตและเป็นรัฐมนตรี [กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี] ตลอดเวลาที่รับราชการก็ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริต สร้างเกียรติประวัติให้แก่ตระกูลสีบุญเรือง” ดร.อรรชกากล่าวถึงที่มาของการที่ทางตระกูลเซียวเสนอตั้งเสามังกรเพื่อเป็นเกียรติแก่เธอในวันนี้
ผมอดคิดไม่ได้ว่า การตั้งเสามังกรเป็นประเพณีเก่าแก่ของจีน ซึ่งในสมัยโบราณคงมีแต่ผู้ชายเป็นหลักที่ได้รับการยกย่องเช่นนี้ พิธียกเสามังกรเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้หญิงคงไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก “ปกติเป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องเป็นผู้หญิงผู้ชาย ทำงานกับผู้ชายถ้าเค้าทำงานดีเราก็โปรโมต ผู้หญิงก็เช่นกัน แต่ยอมรับว่าอาจจะจริงที่คงไม่ค่อยมีเสามังกรที่ทำให้ผู้หญิง ถ้าคิดอย่างนี้ก็ยิ่งน่าภาคภูมิใจ แต่ทางจีนก็ยอมรับว่า ในเมืองไทยผู้หญิงมีโอกาสค่อนข้างจะทัดเทียมกับผู้ชาย เมืองจีนเองก็ยังนับว่ายากโดยเฉพาะในตำแหน่งสูงๆ อาจจะมีบ้างในสายบริหาร แต่ในสายการเมืองก็นับว่ายังน้อย” ดร.อรรชกาพูดถึงความรู้สึกในฐานะผู้หญิงที่ได้รับเกียรติอันสูงส่งนี้
เสียงปะทัดดังกึกก้องยาวนานอีกครั้งบอกให้เรารู้ว่า พิธีการในวันนี้เสร็จสิ้นลงแล้วอย่างสมบูรณ์
ในฐานะที่เป็นลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเลเช่นกัน ผมรู้สึกทึ่งในความเข้มแข็งของวัฒนธรรมตระกูลแซ่ของชาวจีนที่แม้เวลาจะล่วงเลยไปเป็นร้อยหรือพันปี หรือจะมีปราการทางภูมิศาสตร์ขวางกั้น ต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไกลเพียงใด แต่ชาวจีนโพ้นทะเลก็ยังร้อยรัดอยู่ด้วยตระกูลแซ่สั้นๆเพียงคำเดียวที่สามารถสืบย้อนกลับไปได้ถึงต้นกำเนิดอันเปรียบได้กับต้นน้ำเสมอ การได้เดินทางกลับมายังรากเหง้าของวงศ์ตระกูลจะให้ความรู้สึกอย่างไร คำพูดสั้นๆ ของตุนท์ มหาดำรงค์กุล ผู้บริหารหนุ่มจากโทรคาเดโรกรุ๊ป ทายาทผู้สืบสายตรงจากเซียวฮุดเส็ง (ผ่านทางมารดา – คุณดารารัตน์ มหาดำรงค์กุล) อาจจะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด

“ขนลุกครับ” ตุนท์ตอบสั้นๆ เมื่อใครสักคนในกลุ่มสื่อมวลชนถามความรู้สึกเขา “เป็นครั้งแรกของผมที่ได้เข้าร่วมพิธียกเสามังกร ต้องบอกว่าเป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์มากๆ พี่ๆน้องๆ ที่ได้เข้าร่วมพิธีนี้กลับไปจะเฮงๆทุกคน เพราะเทวดาฟ้าดินและเทพเจ้าที่เสด็จลงมาประทานพรให้ทุกคน” ทายาทหนุ่มแห่งตระกูลเซียวกล่าวทิ้งท้าย
รายงานพิเศษโดย เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย
ภาพถ่ายโดย เอกรัตน์ ปัญญะธารา
ขอขอบคุณผู้สนับสนุนการเดินทาง
คุณฉฎา สีบุญเรือง สมาคมนักธุรกิจหนานจิ้งประเทศไทย สมาพันธ์ชาวหนานจิ้งประเทศไทย
มร. จาง หยาง นายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย
ดร.อรรชกา สีบุญเรือง ประธานมูลนิธิสีบุญเรือง
คุณดารารัตน์ มหาดำรงค์กุล และคุณตุนท์ มหาดำรงค์กุล และทีมงาน Trocadero Group
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
https://ngthai.com/cultures/8865/overseas-chinese-dragon-pillars/
%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

นายกสมาคมกิตติมศักดิ์จัด Press Trip สื่อมวลชนไทยไปตามรอยกลับไปสู่แดนมาตุภูมิหรือดินแดนถิ่นเกิดของตระกูลสีบุญเรืองในประเทศจีน
มีโอกาสได้ร่วมทริปกับสมาคมนักธุรกิจหนานจิ้งประเทศไทย สมาพันธ์ชาวหนานจิ้งประเทศไทย นำโดยคุณฉฏา สีบุญเรือง นายกสมาคมฯ และดร.อรรชกา สีบุญเรือง นายกสมาคมกิตติมศักดิ์จัด Press Trip สื่อมวลชนไทยไปตามรอยกลับไปสู่แดนมาตุภูมิหรือดินแดนถิ่นเกิดของตระกูลสีบุญเรืองในประเทศจีน พร้อมนำความเจริญ การลงทุน การค้า และการท่องเที่ยวสู่บ้านเกิดที่หนานจิ้ง โดยลูกหลานตระกูลสีบุญเรืองถึง 58 คน ตามนโยบาย One Belt one road” ในระหว่างวันที่ 13-17 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา
ในครั้งนี้ดร.อรรชกา สีบุญเรือง ได้รับเกียรติอย่างมาก โดยได้รับการยกเสามังกรที่เป็นของดร.อรรชกาโดยเฉพาะจากเมืองจีน ซึ่งดร.อรรชกานั้น ถือว่าเป็นลูกหลานชาวหนานจิ้งที่ประสบความสำเร็จมากในโพ้นทะเล เพราะเป็นถึงอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
หวง จิ้ง ยู่ เลขาธิการพรรคฟูเจี้ยน-หนานจิ้ง ซึ่งให้การต้อนรับคณะกล่าวว่า การมาของตระกูลสีบุญเรืองนี้นับได้ว่า เปรียบดังมิตรไมตรีของไทยและจีน เป็นการมาเยี่ยมญาติพี่น้อง พร้อมกับนำการลงทุนการท่องเที่ยวเข้ามาด้วย โดยทางจีนได้เตรียมพิธีไหว้บรรพบุรุษแบบโบราณและการยกเสามังกรอันศักดิ์สิทธิ์ให้ด้วย เพราะดร.อรรชกาเป็นผู้ไม่ลืมบรรพบุรุษและถิ่นเกิด
พร้อมกับแนะนำว่าหนานจิ้งเป็นเมืองน่าเที่ยว มีทั้งไร่กาแฟที่ทำมานานกว่า 13 ปี มีทิวทัศน์ที่งดงามน่าเที่ยว มีนักท่องเที่ยวเข้ามาปีละกว่า 5 ล้านคน มีบ้านดินที่ได้มรดกโลกถึง 20 หลัง ซึ่งปีนี้ครบรอบ10ปีที่เข้ามรดกโลกพอดี มีอาหารอร่อยมากมาย เช่นชาอู่หลงฟูเจี้ยน ที่ถูกขนานนามว่า ชาสาวงามชุดแดงประจำบ้านดิน
ดร. อรรชกา สีบุญเรือง กล่าวว่า หลังจากได้พยายามค้นหาว่าต้นตระกูลของตนอยู่ที่ใด และพบว่าอยู่ที่หนานจิ้ง ก็เลยเดินทางมาที่นี่ ทางทวดของตนคือเซียว ฮุดติ้ง สีบุญเรือง เดิมตั้งใจจะจัดเป็นคณะเล็กๆมา แต่ในที่สุดก็รวมญาติมาถึง 58 คน และได้มีโอกาสมาทำพิธียกเสามังกรด้วย รู้สึกประทับใจและเป็นเกียรติที่ทางจีนได้มอบให้มีเสามังกรของตัวเองในคณะยังได้นำการลงทุนเข้ามาสู่พื้นที่ โดยจะมีการลงทุนทั้งการเปิดฟาร์มจระเข้ที่มีการแสดงโชว์ด้วย การจัดทัวร์มาเที่ยวบ้านดินหนานจิ้ง การส่งผลไม้จากจันทบุรีเข้ามาขายเป็นต้น
ตุนท์ มหาดำรงค์กุล ที่ร่วมคณะมาด้วย เนื่องจากทางคุณแม่คือดารารัตน์ มหาดำรงค์กุล นั้นนามสกุลเดิม สีบุญเรือง กล่าวว่า บรรพบุรุษของตนที่มาจากเมืองจีนคือเซียว ฮุดเส็ง สีบุญเรือง เจ้าของบรรณาธิการโรงพิมพ์หนังสือพิมพ์ภาษาไทย/จีน ยุคแรก พศ.2450ปลายรัชกาลที่ 5 มาจากหนานจิ้งจึงได้ร่วมคณะมาที่นี่ ดีใจที่ได้ย้อนมาดูรากเหง้าของต้นตระกูล ได้เห็นถิ่นกำเนิดของตัวเอง และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคนพื้นที่ ได้เห็นการทำพิธีแบบจีนโบราณ
ในทริปนี้มีงานต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ทั้งจากเซี่ยเหมิน จางโจว หนานจิ้ง ประทับใจในการแสดงวัฒนธรรมของทั้ง 2 ประเทศ
ขอขอบคุณกับสมาคมนักธุรกิจหนานจิ้งประเทศไทย สมาพันธ์ชาวหนานจิ้งประเทศไทย โดย คุณฉฏา สีบุญเรือง ,ดร. อรรชกา สีบุญเรือง ตลอดจนคุณดารารัตน์-คุณตุนท์ มหาดำรงกุล แห่ง Trocadero Group สนับสนุนการเดินทางของ Travelista นักเดินทาง
#OnebeltOneroad #บ้านดินหนานจิ้ง #เกาะเปียโน #หนานจิ้ง #เที่ยวเซี่ยเหมิน #สมาคมนักธุรกิจหนานจิ้ง #Travelistaนักเดินทาง #จีนไม่ไปไม่ได้แล้ว #ตระกูลสีบุญเรือง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
https://www.bangkokbiznews.com/pr-news/biz2u/238252
%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%
ตระกูลสีบุญเรืองสำนึกรักบ้านเกิด ยกเสามังกร-นำความเจริญสู่หนานจิ้ง

มีโอกาสได้ร่วมทริปกับสมาคมนักธุรกิจหนานจิ้งประเทศไทย สมาพันธ์ชาวหนานจิ้งประเทศไทย นำโดยคุณฉฏา สีบุญเรือง นายกสมาคมฯ และดร. อรรชกา สีบุญเรือง นายกสมาคมกิตติมศักดิ์จัด Press Trip สื่อมวลชนไทยไปตามรอยกลับไปสู่แดนมาตุภูมิหรือดินแดนถิ่นเกิดของตระกูลสีบุญเรืองในประเทศจีน พร้อมนำความเจริญ การลงทุน การค้า และการท่องเที่ยวสู่บ้านเกิดที่หนานจิ้ง โดยลูกหลานตระกูลสีบุญเรืองถึง 58 คน ตามนโยบาย One Belt one road” ในระหว่างวันที่ 13-17 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา

ในครั้งนี้ดร.อรรชกา สีบุญเรือง ได้รับเกียรติอย่างมาก โดยได้รับการยกเสามังกรที่เป็นของดร.อรรชกาโดยเฉพาะจากเมืองจีน ซึ่งดร.อรรชกานั้น ถือว่าเป็นลูกหลานชาวหนานจิ้งที่ประสบความสำเร็จมากในโพ้นทะเล เพราะเป็นถึงอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

หวง จิ้ง ยู่ เลขาธิการพรรคฟูเจี้ยน-หนานจิ้ง ซึ่งให้การต้อนรับคณะกล่าวว่า การมาของตระกูลสีบุญเรืองนี้นับได้ว่า เปรียบดังมิตรไมตรีของไทยและจีน เป็นการมาเยี่ยมญาติพี่น้อง พร้อมกับนำการลงทุนการท่องเที่ยวเข้ามาด้วย โดยทางจีนได้เตรียมพิธีไหว้บรรพบุรุษแบบโบราณและการยกเสามังกรอันศักดิ์สิทธิ์ให้ด้วย เพราะดร.อรรชกาเป็นผู้ไม่ลืมบรรพบุรุษและถิ่นเกิด

พร้อมกับแนะนำว่าหนานจิ้งเป็นเมืองน่าเที่ยว มีทั้งไร่กาแฟที่ทำมานานกว่า 13 ปี มีทิวทัศน์ที่งดงามน่าเที่ยว มีนักท่องเที่ยวเข้ามาปีละกว่า 5 ล้านคน มีบ้านดินที่ได้มรดกโลกถึง 20 หลัง ซึ่งปีนี้ครบรอบ10ปีที่เข้ามรดกโลกพอดี มีอาหารอร่อยมากมาย เช่นชาอู่หลงฟูเจี้ยน ที่ถูกขนานนามว่า ชาสาวงามชุดแดงประจำบ้านดิน

ดร. อรรชกา สีบุญเรือง กล่าวว่า หลังจากได้พยายามค้นหาว่าต้นตระกูลของตนอยู่ที่ใด และพบว่าอยู่ที่หนานจิ้ง ก็เลยเดินทางมาที่นี่ ทางทวดของตนคือเซียว ฮุดติ้ง สีบุญเรือง เดิมตั้งใจจะจัดเป็นคณะเล็กๆมา แต่ในที่สุดก็รวมญาติมาถึง 58 คน และได้มีโอกาสมาทำพิธียกเสามังกรด้วย รู้สึกประทับใจและเป็นเกียรติที่ทางจีนได้มอบให้มีเสามังกรของตัวเอง

ในคณะยังได้นำการลงทุนเข้ามาสู่พื้นที่ โดยจะมีการลงทุนทั้งการเปิดฟาร์มจระเข้ที่มีการแสดงโชว์ด้วย การจัดทัวร์มาเที่ยวบ้านดินหนานจิ้ง การส่งผลไม้จากจันทบุรีเข้ามาขายเป็นต้น

ตุนท์ มหาดำรงค์กุล ที่ร่วมคณะมาด้วย เนื่องจากทางคุณแม่คือดารารัตน์ มหาดำรงค์กุล นั้นนามสกุลเดิม สีบุญเรือง กล่าวว่า บรรพบุรุษของตนที่มาจากเมืองจีนคือเซียว ฮุดเส็ง สีบุญเรือง เจ้าของบรรณาธิการโรงพิมพ์หนังสือพิมพ์ภาษาไทย/จีน ยุคแรก พศ.2450ปลายรัชกาลที่ 5 มาจากหนานจิ้งจึงได้ร่วมคณะมาที่นี่ ดีใจที่ได้ย้อนมาดูรากเหง้าของต้นตระกูล ได้เห็นถิ่นกำเนิดของตัวเอง และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคนพื้นที่ ได้เห็นการทำพิธีแบบจีนโบราณ

ในทริปนี้มีงานต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ทั้งจากเซี่ยเหมิน จางโจว หนานจิ้ง ประทับใจในการแสดงวัฒนธรรมของทั้ง 2 ประเทศ

ขอขอบคุณสมาคมนักธุรกิจหนานจิ้งประเทศไทย สมาพันธ์ชาวหนานจิ้งประเทศไทย โดย คุณฉฏา สีบุญเรือง ,ดร. อรรชกา สีบุญเรือง ตลอดจนคุณดารารัตน์-คุณตุนท์ มหาดำรงกุล แห่ง Trocadero Group สนับสนุนการเดินทางของ Travelista นักเดินทาง

#OnebeltOneroad #บ้านดินหนานจิ้ง #เกาะเปียโน #หนานจิ้ง #เที่ยวเซี่ยเหมิน #สมาคมนักธุรกิจหนานจิ้ง #Travelistaนักเดินทาง #จีนไม่ไปไม่ได้แล้ว #ตระกูลสีบุญเรือง

#จนกว่าจะพบกันใหม่
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.bloggertravelista.com/blogs/104
%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%
รายงานข่าวจากเว็บไซด์อื่นๆ