ขอขอบคุณข้อมูลจาก กษิดิศ อนันทนาธร
https://www.the101.world/song-uan-sibunruang/
“เสียดายนายซองอ๊วน”
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าว่า เมื่อนายซองอ๊วนตายในวัย 50 ปี บุคคลทุกชั้นบรรดาศักดิ์ล้วนกล่าวแต่อย่างเดียวกันเช่นนี้
ส่วนนายศิลป์ สีบุญเรือง ได้เขียนประวัติของบุรุษผู้นี้สรุปไว้อย่างกระชับว่า
“นายซองอ๊วนเปนบุคคลสำคัญคนหนึ่งในสยามประเทศ มีเกียรติยศ ชื่อเสียงเกิดขึ้นด้วยคุณความดีของตนเองโดยแท้”
และคราวหนึ่ง สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ถึงกับเคยเสนอให้เขาเป็นองคมนตรีมาแล้ว

องคมนตรี
องคมนตรีสภาเกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์ เช่น การตัดสินฎีกาต่างๆ ตามที่มีพระบรมราชโองการ ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งองคมนตรีในพระราชพิธีศรีสัจปานกาลเป็นประจำทุกปี เมื่อสิ้นรัชกาลแล้วมีจำนวนองคมนตรีมากกว่า 200 ท่าน แต่ไม่ปรากฏการประชุมหรือผลงานอย่างชัดเจน มีแต่การระบุในมาตรา 20 กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ.2467 ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะแก้ไขหรือเพิกถอนกฎมณเฑียรบาลนี้ ต้องมีเสียงจากองคมนตรีสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าสองในสาม
เมื่อผลัดแผ่นดินสู่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว องคมนตรีสภาเดิมก็ยังคงดำรงตำแหน่งสืบมา และมีการตั้งองคมนตรีเพิ่มเติมในพระราชพิธีศรีสัจปานกาลเป็นประจำ จนถึง พ.ศ.2475 และยุติลงภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
สำหรับบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นองคมนตรีนั้น ล้วนเป็นสมาชิกพระราชวงศ์หรือขุนนางผู้รับราชการในตำแหน่งสำคัญ เช่น เป็นพระยาพานทอง เป็นต้น ทำนองเป็นเกียรติยศสำหรับข้าราชการ โดยในการประชุมอภิรัฐมนตรีครั้งที่ 35 วันพุธที่ 9 มีนาคม 2469 (ปฏิทินเก่า) อันเป็นคราวแรกในรัชสมัยนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว “มีพระราชดำรัสว่ามีพระราชประสงค์ใคร่จะให้แสดงออกชัดว่า ผู้ที่จะโปรดให้เปนองคมนตรีนั้นไม่จำเปนต้องได้รับพระราชทานพานทอง, จึ่งทรงเลือกผู้ที่ไม่ได้พานทองด้วย”
และในการประชุมอภิรัฐมนตรีคราวนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว “ทรงปรึกษาเรื่องจะตั้งองคมนตรี จะควรวางหลักอย่างไร” อีกด้วย โดยสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิตทรงเสนอหลักการได้น่าสนใจ ความว่า “ผู้ที่จะโปรดตั้งเปนองคมนตรี ควรถือเกณฑ์ว่า (๑) ต้องเปนผู้ที่ทรงรู้จัก (๒) เปนผู้ที่ไว้วางพระราชหฤทัย, จะเปนใครๆ ก็ทรงตั้งได้, ราษฎรก็ทรงตั้งได้”
แต่การตั้งองคมนตรีในคราวนั้นก็ยังคงมีแต่เจ้านายและขุนนางที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นองคมนตรี ยังหามีราษฎรไม่
หลังจากนั้นเรื่องการตั้งราษฎรเป็นองคมนตรีก็ไม่ปรากฏ จนกระทั่งในการประชุมอภิรัฐมนตรีครั้งที่ 35 วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ 2473 (ปฏิทินเก่า) พบเค้าลางจากพระดำรัสสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตอนหนึ่งว่า “เคยตกลงกันว่า ผู้ที่มีสติปัญญาอย่างเช่น นายซองอ๊วน ก็อาจเปนกรรมการองคมนตรีได้”
แต่ในเวลานั้น นายซองอ๊วนก็อยู่ในปรโลกเสียแล้ว

กำเนิด
ซองอ๊วนเกิดเมื่อวันจันทร์ ปีขาล พ.ศ.2421 ที่จังหวัดธนบุรี เป็นบุตรชายคนที่ 3 ของเซียวฮุดติน กับนางคำ ซองอ๊วนมีพี่น้องท้องเดียวกันรวม 8 คน และต่างมารดาอีก 2 คน
เหตุที่ใช้นามสกุล ‘สีบุญเรือง’ นั้น เนื่องจากเซียวเลียงซุยได้ยกเซียวฮุดตินให้เป็นบุตรบุญธรรมของเซียวอันเลียง โดย ‘สีบุญเรือง’ นั้นมีที่มาจาก คำว่า ‘เซียว’ แปลว่า สี และ บุญเรือง มาจากคำว่า ‘บุญเอง’ ยี่ห้อของเซียวอันเลียง ซึ่งแปลว่า รุ่งเรือง
อนึ่ง เซียวอันเลียงผู้นี้เป็นบิดาของเซียวฮุดเสง จีนสยามนักหนังสือพิมพ์ นักการเมืองชื่อก้อง และเซียวฮุดเสงผู้นี้ คือบิดาของ ‘ทิดเขียว’ สิน (เดิมใช้ว่า ‘ศิลป์’) สีบุญเรือง ผู้เขียนประวัติของซองอ๊วนในหนังสืองานศพ
การศึกษาและการทำงาน
เมื่อบิดามารดาย้ายไปตั้งภูมิลำเนาที่จังหวัดนครไชยศรี ซองอ๊วนเข้าเรียนวิชาหนังสือไทยที่สำนักอาจารย์ดิส เจ้าอาวาสวัดดอนกะฎี ในจังหวัดนั้น จนอายุได้ราว 13 ปี บิดาส่งไปเรียนภาษาอังกฤษที่เมืองมะละกาอยู่ 6 ปี จนสำเร็จชั้นสูงสุดกลับมา โดยนอกจากภาษาอังกฤษแล้ว ยังได้ภาษามลายูและภาษาฮกเกี้ยนกลับมาด้วย
ซองอ๊วนเริ่มทำงานเป็นหัวหน้าแผนกพัสดุที่โรงสีไฟฮงหลี หรือโรงสีพระยาพิศาล (จีนสือ) จากนั้นย้ายไปทำงานที่ห้างโอเรียนแตลสะโตร์ ชาเตอร์แบงก์ และห้างวินเซอร์ จนถึงปี 2447 ทำงานเป็นเหรัญญิกบริษัทไฟฟ้าสยาม หน้าวัดราชบูรณะ ได้เงินเดือน 300 บาท ทำงานอยู่ 8 ปี จึงลาออกมา และรับตำแหน่งผู้จัดการบริษัทภาพยนตร์พัฒนากร ซึ่งมีโรงหนังทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เช่น ราชบุรี เพชรบุรี นครไชยศรี เป็นต้น และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น สยามภาพยนตร์บริษัท
นอกจากนี้ซองอ๊วนยังทำธุรกิจ ตั้งไฟฟ้าจังหวัด ที่เพชรบุรี นครปฐม อยุธยา บ้านโป่ง (ราชบุรี) และบ้านหมี่ (ลพบุรี) เป็นต้น และขออนุญาตตัดถนนทางเดินรถยนต์ในจังหวัดจันทบุรี

อุปนิสัย
ศิลป์ สีบุญเรือง บันทึกอุปนิสัยของซองอ๊วนไว้ว่า เขาเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ต่อมิตร “ถ้าได้มีผู้มาออกปากขอความช่วยเหลือแล้ว ไม่ปรากฏว่าขัดใครเลย เปนช่วยจนถึงสำเร็จเสมอ โดยเหตุนี้จึงได้คำชมเชยจากมิตรสหายทั้งหลายว่า สละเวลางานของตนเพื่อประโยชน์ผู้อื่น”
ซองอ๊วนยังกว้างขวางในสังคมไทย ดังที่สมเด็จกรมพระดำรงราชานุภาพ อภิรัฐมนตรีในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบันทึกว่า “เป็นผู้มีอัชฌาสัยซื่อตรง และโอบอ้อมอารี มีมิตรสหายผู้ชอบพอกว้างขวาง แลเป็นผู้ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระเมตตากรุณามาก และเจ้านายก็โปรดปรานแทบทุกพระองค์ แม้ในบุคคลจำพวกอื่นที่รู้จักแล้ว ก็เห็นจะมีแต่ผู้ชอบ หามีผู้ชังนายซองอ๊วนไม่”
ศิลป์ยังขยายความไว้ว่า ซองอ๊วนนั้น “ไม่มีถือตัว ถือยศถืออย่าง บำเพ็ญตนได้เสมอต้นเสมอปลาย สมาคมกับชนทุกชั้น ไม่เหยียดย่ำบุคคลหรือเพื่อนฝูงที่ตกต่ำ”
ด้านการทำงาน เขาก็รับฟังความเห็นของผู้อื่น “งานในหน้าที่ของตัว แม้จะเห็นว่าถูกแล้ว, ดีแล้ว ก็ยังต้องอาศรัยความคิดของสมาชิก เปนเครื่องกรองเสียอีกครั้งหนึ่ง จึงได้ลงมือทำ”
และมีพรหมวิหารธรรมในการปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา “มิได้ถือตัวว่ามีอำนาจเหนือคนงาน ยามใช้สอยสิ่งใดก็พูดจาเอาอกเอาใจด้วยถ้อยคำอันอ่อนหวาน บางครั้งถึงกับช่วยทำด้วยมือของตนเอง ตลอดจนเอาใจใส่ในความเปนอยู่ของคนงาน มีการไปเยี่ยมเยียนและถามสาระทุกข์สุกดิบในยามป่วยไข้…จนเปนที่รู้สึกกันในหมู่พวกคนงานว่า จะหานายงานที่มีน้ำใจอย่างนี้ได้ยากอย่างยิ่ง”

มิตรผู้เอื้อเฟื้อสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงรำลึกถึงซองอ๊วนว่า “เป็นมิตรแลเป็นผู้เอื้อเฟื้อแทนบริษัทภาพยนต์สยามให้ข้าพเจ้าได้มีความสุขสำราญมาเนืองๆ”
และทรงยกตัวอย่างเหตุการณ์ครั้งหนึ่งในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า “ข้าพเจ้าป่วย หมอห้ามมิให้ลงจากเรือนสัก ๓ สัปดาหะ นายซองอ๊วนมาเยี่ยม สงสารว่าข้าพเจ้าถูกกักเช่นนั้นจะรำคาญใจ จึงชวนให้ดูหนังฉายแก้รำคาญ แล้วให้เอากล้องฉายกับจอขนาดย่อมมาตั้งที่เฉลียงหลังเรือน พอค่ำลงก็ให้เอาหนังมาฉายให้ดูแก้รำคาญทุกคืนจนข้าพเจ้าบอกเลิกเมื่อหายป่วย”
เมื่อนายซองอ๊วนป่วยตายเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2471 ก็ทรงรับช่วยทำหนังสือแจกในงานปลงศพเป็นมิตรพลี ด้วยเวลาอันจำกัดเพียง 10 วัน สามารถสร้างหนังสือ 3 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ และจีน ออกมาได้ โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดพิมพ์พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมโรงเรียนจีน เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2470 และทรงเรียบเรียงพระราชทานความบางตอนให้ใหม่ สำหรับภาษาอังกฤษ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ ทรงช่วยแปล และภาษาจีนนั้น นายเซียวฮุดเสงเป็นผู้แปล
การกุศล
ซองอ๊วนยังเป็นคนใจบุญ ชอบทำประโยชน์ทั้งทางโลกและทางธรรม เป็นต้นว่าชอบทอดกฐินวัดที่ขาดการบำรุงและชำรุดทรุดโทรม เพราะเห็นว่า “ก็เรามัวไปทำแต่วัดที่ร่ำรวยเสียตะบมไปแล้ว ทำไมวัดที่ชำรุดทรุดโทรมจะมีโอกาสดีขึ้นบ้างเล่า” ด้วยเหตุเช่นนี้ ซองอ๊วนจึงทำบุญกับบางวัดถึง 2 ปีติดกันก็มี
ในคราวสุดท้ายของชีวิต การบอกบุญของซองอ๊วนได้รับความศรัทธาอุดหนุนจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมวงศานุวงศ์ มิตรสหายทั้งชาวไทยและเทศ ตลอดจนคนงานภายใต้บังคับบัญชา นอกจากได้ทำนุบำรุงศาสนาแล้ว ยังมีเงินเหลือมาสร้างโรงเรียนได้หลังหนึ่งที่วัดท้ายเมือง จังหวัดนนทบุรี เมื่อ พ.ศ.2470 ชื่อ ‘ศรีบุณยานนท์’
ส่งท้าย
น่าเสียดายที่จากเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่ผู้เขียนค้นคว้ามาได้มีเพียงเท่านี้ บ่งได้ถึงเพียงความสำเร็จในการประกอบธุรกิจ และอุปนิสัยใจคอของเขา แต่ยังไม่อาจแสดงให้ชัดเจนได้ว่า เหตุใดสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพถึงยกย่องบุรุษผู้นี้อย่างมากว่าเป็น “ผู้ที่มีสติปัญญา” ได้แต่หวังว่า ในอนาคตจะมีเอกสารหลักฐานปรากฏให้เล่าเรื่องของนายซองอ๊วนได้ดีกว่านี้

บรรณานุกรม
- โดม สุขวงศ์. สยามภาพยนตร์. นครปฐม: หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน), 2555.
- ศิลป์ สีบุญเรือง. “ประวัตินายซองอ๊วน สีบุญเรือง.” ใน รวมใจความพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมโรงเรียนจีน เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2470 กับคำแปลเปนภาษจีนและภาษาอังกฤษ. พิมพ์ในการปลงศพ นายเซียว ซองอ๊วน สีบุญเรือง. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2471.
- สิทธิพร อินนิมิต. “วิวัฒนาการและสถานะทางกฎหมายขององคมนตรี.” วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2557.
- สุมลฑริกาญจณ์ มายะรังษี. จดหมายเหตุว่าด้วยเรื่อง “นายซองอ๊วน:นายซองกุ่ย:ถนนสีบุญเรือง” เข้าถึงจาก https://www.finearts.go.th/main/view/25081
- หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารกรมราชเลขาธิการรัชกาลที่ 7 ร.7 รล/8 ตั้งองคมนตรี (2 ธันวาคม 2468 – 28 มีนาคม 2474).